ได้เวลาปาร์ตี้!
September 22, 2007
1 วันทูโกตก คนตายมากมาย แล้วเราจะใช้ชีวิตแบบศาลาคนเศร้าไปทำไม ชีวิตมีไว้ให้ใช้จ้ะ ที่รัก
2 ไม่น่าเชื่อว่ารัฐประหารครบ 1 ปีแล้ว เวลาเดินผ่านไปเร็วจริงๆ
3 แม้ว่าคลีโอจะเป็นนิตยสารที่เราติดหนึบ แต่เราเพิ่งมีเวลาอ่านฉบับใหม่เมื่อคืนนี้เอง และก็ไม่ผิดหวังกับบทความเจ๋ง ๆเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ ชอบมาก เลิฟสุด ๆตาสว่างเลย นอนหลับทันทีที่อ่านจบทั้งเล่ม ขอบคุณ…คลีโอ
4 นิตยสารใกล้คลอดเต็มแก่แล้ว โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก
5 ฮ่า ๆๆๆ มีเวลามานั่งปั่นจ๊อบแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียชื่อเสียงว่าชอบดองงาน
6 คนบางคนจากไปและทำให้เรานิ่งสงบขึ้นเยอะ ไม่ต้องทุรนทุรายกับการคิดถึง และอาการใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
7 โอ๊ย แทบจะกรี๊ด หนังสือเล่มใหม่ของ เอคุนิ คาโอริ ออกพร้อมกันทีเดียวสองเล่ม!!!!!! อ่านไปนิดหน่อยก็ตื้นตันใจแล้ว
8 การได้เปิดอกกับคนบางคน ทำให้เค้ารู้ว่าเราไม่ใช่คนที่จะยอมอะไรง่าย ๆ เราได้รับการเคารพกลับ และไม่ต้องมาสติแตกอีกต่อไป
9 ได้อยู่กับน้องสาวที่รักและได้เมาท์แตกกับเพื่อน ชอบมากค่ะ หัวเราะจนน้ำตาไหล ขณะคนขับแท็กซี่ยังขำตาม
10 ช่างตัดผมสุดติสท์ของดิฉันมีคิวให้สักที หลังจากที่ปล่อยให้ฉันรอนานมาก เธอตัดผมเก่งสุด ๆ กบาลของฉันไม่เคยดูดีขนาดนี้มาก่อน
11 และ….วันนี้มีปาร์ตี้กับพี่น้องที่ทำงานเก่า หลังจากที่รอมาถึงสองเดือนเต็ม คืนนี้ฉันจะได้อยู่ท่ามกลางคนที่ฉันรัก และรักฉัน คนที่คุยกันรู้เรื่องทุกอย่าง ฉันจะไปเล่า ไปเมาท์ ไปบอกว่าเค้ามีความหมายกับชีวิตฉันแค่ไหน
วันนี้มีความสุขจังเลย
รอยยิ้มของเต้ย
September 17, 2007
เร็ว ๆ นี้ดิฉันสวมบทบาทเป็นนาตาลี เกลโบวาไปสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองที่บ้านราชาวดีมา เห็นแล้วโลกและชีวิตของเราก็เปลี่ยนทันที จากที่เคย “อยากตาย…” เวลาฟังเพลงของหนูอ๊อฟ ปองศักดิ์กลับกลายเป็นว่าชีวิตเรามันช่างดีเหลือเกิน มีวันเวลาสดใหม่ที่รอเราทุก ๆวัน และยังมีคนที่รักเรารออยู่
นี่คือน้องเต้ย เขาพูดจาไม่ได้ และไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น แต่เขาก็ยิ้มได้กว้างมากเมื่อได้รับการสัมผัสจากเรา (สารภาพอย่างไม่อายเลยว่าทีแรกเราก็แอบแหยงหน่อย เพราะมือน้องเค้าเต็มไปด้วยน้ำลาย แต่เราก็คิดได้ว่าอยากลองสัมผัสเค้าดู อยากรู้ว่าเค้าจะเป็นอย่างไร)น้องเต้ยทำให้เราเกือบร้องไห้ เขายิ้ม ยิ้ม ยิ้ม จนเราต้องยิ้มตาม
วันไหน “อยากตาย…” แนะนำอย่างแรง อ้อ! จะดีมาก หากหนีบคนที่คุณรู้สึกดีไปด้วยเพราะจะได้วางมาดเป็นนางงามไปเลย
บทสนทนาเรื่องความรักกับมูราคามิ (เมืองไทย)
September 16, 2007
![]()
เคยไหมคะ ที่มีคนรู้จักเป็นคนฉลาดมาก ๆ คนที่พูดอะไรออกมาทำให้ทุกอย่างง่ายลงอย่างเหลือเชื่อ ช่วงนี้คุยกับพี่ต้น-อนุสรณ์ ติปยานนท์ เจ้าของฉายา มูราคามิเมืองไทยบ่อยมาก โอ้ พระเจ้า พี่ท่านคมทุกคำ จนนึกว่าแกไปลอกใครมาพูดหรือเปล่า คุยไปต้องขอจดเอาไว้เตือนจิตใจ เห็นว่าดีมากเลยรวบรวมไว้ ณ ตรงนี้
1 คนมีความสำคัญเพราะเราให้ความสำคัญ ถ้าเราหยุดให้ความสำคัญ เค้าก็หมดความสำคัญ
2 หว่อง กา ไว เคยพูดไว้ว่า ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา เร็วเกินไปก็ไม่เวิร์ค ช้าเกินไปก็ไม่เวิร์ค
3 ความรักคือการเอาใจไปผูกติดกับเค้า แต่ถ้าเค้าไม่เกต…มันก็เท่านั้น
4 อย่าปลอยให้ต้นไม้ของเราไปงอกบนพื้นที่ของเค้าหมด ต้องถอนรากถอนโคนมาปลูกบนพื้นที่ตัวเอง จะได้สงบลง เพราะไม่งั้นมันจะเป็นภาวะที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว วันหนึ่งเราจะกลายเป็นอากาศธาตุหายไปในดินแดนของเค้า
5 ความรักเป็นเรื่องแปลกมาก ไม่ใช่ว่าให้ทุกอย่างแล้วจะได้รักกลับคืนมา บางคนไม่ต้องทำอะไรก็ได้รับรักตอบ ประเด็นคือ ถ้าเค้าเกต…ทุกอย่างก็จบ
6 คุณค่าภายนอกที่เราหลงใหลเค้าแทบตายเป็นแค่คำลวงตา เราต้องมองตามความเป็นจริงว่าเค้าเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง…เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง
7 ความรักไม่ใช่การลงทุน ไม่ใช้การเอื้อมมือคว้าดาว แต่เป็นเรื่องเชิงระนาบคือการจูงมือเดินไปด้วยกัน เอื้อมมือไปข้าง ๆแล้วเจอกัน
8 ไม่ดีหรอก ถ้าเราจะใช้ชีวิตแบบให้ค่าคนอื่นเยอะ ๆเพราะเราจะเสพติดการดูถูกตัวเอง
9 ความรักเป็นเรื่องของ “การมีเค้าในใจก็มีความสุขแล้ว” ถ้าทำได้ เรื่องจะง่ายขึ้นเยอะ แต่ถ้าเราต้องการตัวเค้าเป็น ๆ เราก็จะเป็นชาวบ้านที่ทอดแหอยู่กลางทุ่งแล้วฝันว่าอยากได้กระเป๋ากุชชี่ มันผิดที่ผิดทาง เพราะเป็นการให้ค่ามากเกินไป และเป็นเรื่องของการยอมทรมานตัวเองเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
10 คนพิเศษจะพิเศษจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเค้ารักเรา ถ้าเค้าไม่รักเรา อย่างนี้เรียกว่าไม่พิเศษ เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่รักเราเท่านั้นเอง
11 ไม่แปลกหรอกที่เค้าจะไม่ค่อยรู้สึกกับเรามาก เพราะเราดันรู้สึกกับเค้ามากไปแล้ว เค้ามีความรู้สึกว่าไม่ต้องเติมน้ำในแก้วก็ได้ เพราะเราจะเป็นฝ่ายเสนอหน้าเต็มเองอยู่แล้ว
12 ความรักต้องทำให้เราสง่างามขึ้น มันคือความรักที่ทำให้เราเบาบาง บรรเทาใจ
13 คนเราจะรู้สึกดีกับคนที่เป็นตัวของตัวเอง ปัญหาคือเวลาที่เรารักใครมาก ๆเรามักจะทำตัวไม่ถูก ต้องดึงตัวเองกลับมาให้ได้
14 คาแรคเตอร์เป็นนโยบายที่ดีที่สุดในการมัดใจคนอื่น!!
ดอกกุหลาบสีขาว คืนวันศุกร์ และเรื่องราวของวินาทีสี่ทุ่ม
September 14, 2007
วันศุกร์มาถึงแล้ว ทำไมมันถึงมีบรรยากาศของความผ่อนคลายแฝงเร้นในความเคร่งเครียดอยู่นะ ตอนนี้เริ่มทะยอยทำอาร์ตเวิร์คไปบางส่วนแล้ว ตื่นเต้นไม่หยุดหย่อนเมื่อค่อยๆ เห็นหน้าตาของนิตยสารเล่มแรก หลังจากอีดิทงานไปแล้ว ถึงได้มีเวลานิ่ง ๆเขียนงานของตัวเองเสียบ้าง และพบว่าการเขียนบทบรรณาธิการยากชะมัด เราจะผสมผสานความขี้เล่นของหนังสือและบุคลิกจริงจังของตัวเองไว้อย่างไรดี
พี่ปุ๊กกี้คนดีน่ารักมาก อุตส่าห์โทรมาว่าข้างทางมีดอกกุหลาบสีขาวสวยมาก เราอยากจะรับไหม พี่ปุ๊กกี้คือคนเดียวกันกับคนที่ยอมตากแดดไปซื้อกุหลาบสีแดงมาให้เราไปแสดงความรู้สึกผิดที่ทำให้บางคนต้องรอนานแสนนาน เราบอกว่าเอามาเลยนะดอกกหุลาบสีขาว เสร็จแล้วก็ปล่อยให้มันนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานโดยไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไปมอบให้ใคร
แกล้งทำตัวเป็นสาวทำงาน กลั้นใจตรวจงานอยู่ออฟฟิศถึงสี่ทุ่มจะได้ไม่ต้องมาเจอความโพล้เพล้ของตะวันตกดิน และความจริงที่ว่าเราต้องเหงาอีกแล้ว เพื่อนชวนไปดริงค์ แต่เราไม่อยากไป เราอยากอยู่นิ่ง ๆ ฟังเพลง อ่านหนังสือและคิดถึงใครบางคนให้ขาดใจตายไปเลยดีกว่า
ถ้าโลกเราไม่มีโทรศัพท์มือถือก็คงดี พักนี้คิดบ่อย ๆว่าอยากปิดโทรศัพท์แล้วปล่อยให้ตัวเองอยู่ในโลกของความฝันดีกว่า….
“คนมีความสำคัญเพราะเราให้ความสำคัญ ถ้าเราหยุดให้ความสำคัญ เค้าก็หมดความสำคัญ” วาทะของพี่ต้น-อนุสรณ์ มูราคามิเมืองไทยว่าไว้ เอ่อ..พี่คะ พูดน่ะพูดได้ แต่อาการใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และภาวะเหม่อลอยทุกบ่ายจะให้ทำอย่างไรดี
เราจะพบกันอีกไหม
September 12, 2007
เราจะพบกันอีกไหม
หรือไกลแล้วไกลลับผ่าน
วันนี้ที่แท้คือวันวาน
จดจารในความทรงจำ
เราจะจากกันตรงนี้
กลางไพรวิถีเถื่อนถ้ำ
ต่างเลือกหลุมพรางชะตากรรม
ลำพังในโลกส่วนตัว
กับแผลร้าวลึกคนละแผล
ร่ำไห้หรือแค่ยิ้มหัว
ที่นี่ที่ใจเต้นรัว
เรากลัวที่อื่นเพียงไร
ที่นี่แม้กลายเป็นที่อื่น
เราพร้อมหวนคืนที่นี่ไหม
รักษาที่นี่สักที่ไว้
นัดพบหัวใจซึ่งไกลกัน
เราจะพบกันอีกไหม
อย่างน้อยก็ในขณะฝัน
แอบหวังอ้างว้างอยู่อย่างนั้น
ระฆังลาแห่งนิรันดร์คงเรียกเรา
ไพวรินทร์ ขาวงาม
ลืม
September 12, 2007
เราลืมไปแล้วหรือว่าการใช้ชีวิตพื้น ๆ เป็นอย่างไร
รักให้พอดี ไม่คาดหวังว่าต้องมากหรือน้อย ต้องยาวหรือสั้น
แค่ทำทุกอย่างให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ชีวิตที่มีไว้ให้ใช้ เรียนรู้และเท่าทันมัน..แค่นั้นเอง
ความรักของมนุษย์เปรียบเสมือนดอกไม้
หากรักษาให้อยู่ในระดับตูมได้นานแค่ไหนยิ่งดี
เพราะดอกไม้จะเบ่งบานเต็มที่อยู่เพียงชั่วขณะ
ก่อนที่จะเหี่ยวแห้งและร่วงโรยไปอย่างไม่อาจหวนคืน